THE ANATOMY OF OFFERINGS | กายวิภาคแห่งเครื่องสักการะร่วมสมัย
“ถึงงามหอมซ่อนกลิ่นกลีบประจักษ์ ก็ไม่พ้นเหี่ยวแห้งร่วงลงสู่ดิน” เมื่อเกิดการตั้งคำถามถึงขนบหรือระเบียบวิธีคิดแห่งการออกแบบพระพุทธรูปและเครื่องสักการะ เราคงต้องย้อนกลับไปมองว่าในยุคในสมัยพุทธกาลและช่วงแรกหลังการเสด็จดับขันธปรินิพพาน พระพุทธศาสนา "ไม่มีการสร้างรูปเคารพแทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า" ด้วยความเชื่อที่ว่า พระองค์ทรงล่วงพ้นภพภูมิและรูปร่างทั้งปวงไปแล้ว
การทำรูปเหมือนมนุษย์จึงถูกมองว่าเป็นการดึงพระองค์กลับมาสู่โลกียวิสัย สังคมในยุคนั้นก็เริ่มสร้าง Aniconism หรือ สัญลักษณ์แทนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในการแสดงความเคารพ เช่น ธรรมจักร แทนการแสดงธรรมเทศนา รอยพระพุทธบาท แทนการมีอยู่แต่ปราศจากตัวตน หรือ ต้นโพธ์และดอกบัว แทนการตรัสรู้และการหลุดพ้น
เครื่องสักการะในยุคนั้นเน้นความเรียบง่ายตามธรรมชาติที่เรียกว่า อามิสบูชา โดยมีองค์ประกอบคือ ดอกไม้สด น้ำสะอาด กลิ่นหอมจากไม้หอม และแสงสว่างจากประทีป โดยมีเป้าหมายเพื่อเตือนสติถึงความไม่เที่ยง ของดอกไม้ที่เหี่ยวเฉา และเน้นการฝึกตนเป็นสำคัญ

THE HUMAN FORM
ราวพุทธศตวรรษที่ 6-7 บริเวณแคว้นคันธารราษฎณ์ (ปัจจุบันคือพื้นที่แคว้นเปศวาร์ ประเทศปากีสถานและอัฟกานิสถาน) เกิดการปะทะทางวัฒนธรรมครั้งใหญ่ระหว่าง พุทธศาสนา และศิลปะเฮลเลนิสติก (Hellenistic Art) ของกรีก-โรมัน จากการแผ่อิทธิพลของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช จุดนี้เองที่ให้กำเนิด "พระพุทธรูปองค์แรกของโลก (Gandhara Art)" ช่างชาวกรีกได้สลักหินหินกาบ (Schist) ให้เป็นรูปพระพุทธเจ้าในลักษณะมนุษย์จริง มีริ้วจีวรทิ้งตัวคล้ายชุดโทกา (Toga) ของโรมัน และมีวงหน้าคมคายคล้ายเทพเจ้าอพอลโล (Apollo) และเมื่อรูปเคารพกลายเป็นตัวตนเชิงรูปธรรม (Anathropomorphic Form) บริบทของเครื่องสักการะจึงเริ่มเปลี่ยน มีการใช้แจกันหินกาบ งานสลักลายพวงมาลัยดอกไม้ บนฐานรองรับ เพื่อสร้างความสมดุลทางสายตาระหว่างองค์พระและสิ่งบูชา

THE SOUTHEAST ASIAN METAMORPHOSIS
พระพุทธรูปศิลปะแบบคันธาระ (พุทธศตวรรษที่ 6-7) เกิดขึ้นหลังจากการที่พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ยกทัพมาที่ดินแดนคันธาระ พื้นที่บริเวณนั้นเองจึงกลายเป็นศูนย์รวมระหว่างกรีกและอินเดีย เมื่อชาวกรีกในพื้นที่เปลี่ยนมานับถือพุทธศาสนา พวกเขาจึงต้องการรูปเคารพที่จับต้องได้ ช่างแกะสลักที่คุ้นเคยกับการแกะสลักหินรูปเทพเจ้า จึงเลือกเอาเทคนิคเดิมที่เคยใช้ในการแกะสลักเทพเจ้าเช่น ผมลอนคลื่นแบบชาวเมดิเตอร์เรเนียน พระพักตร์แบบเทพ Apollo การจำลองผ้าจีวรแบบผ้า Toga ของนักปราชญ์และชนชั้นสูงในวัฒนธรรมแบบกรีกโรมันเพื่อสื่อถึงความทรงภูมิปัญญา ต่อมา พุทธศาสนาเริ่มเดินทางแผ่ขยายเข้าสู่ดินแดนอุษาคเนย์ รูปทรงของพระพุทธรูปและเครื่องสัการะ ถูกถอดรหัสและตีความใหม่ตามปรัชญา ค่านิยม และภูมิปัญญาของแต่ละพื้นที่
ในช่วงแรกทราวดี (พุทธศตวรรษที่ 12-16) ได้รับอิทธิพลพุทธศาสนาจากอินเดีย (ศิลปะคุปตะและอมราวดี) ผ่านเส้นทางการค้าทางทะเล แต่ช่างท้องถิ่น (ชาวมอญโบราณในสุวรรณภูมิ)ไม่ต้องการสร้างตามแบบเดิม จึงถอดแบบพระพักตร์มาจากสรีระของคนพื้นเมืองสุวรรณภูมิจริงๆ เช่น ปากหนา ตาโปน จมูกบาน เพื่อให้คนท้องถิ่นรู้สึกเชื่อมโยงเข้าถึงศาสนาได้ง่ายขึ้น ส่วนคิ้วที่ต่อกันเป็นปีกกาเป็นการรับค่านิยมมหาปุริสลักษณะแบบคุปตะของอินเดียที่เชื่อว่าคิ้วที่ต่อกันแสดงถึงความสมบูรณ์ทางจิดตวิญญาณเครื่องสัการะจะเน้นความถ่อมตัวและใช้วัตถุดิบในท้องถิ่น มีการใช้ตะเกียงน้ำมันดินเผาวางเรียงรอบฐานสถูปหรือองค์พระเพื่อสร้างพื้นที่แห่งความศักดิ์สิทธิ์ พอถึงช่วงของขอม ลพบุรี (พุทธศตวรรษที่ 16-18) ที่ปกครองด้วยระบบ เทวราช (God King) กษัตริย์คืออวตารของเทพเจ้า หรือพระโพธิสัตว์ สถาปัตยกรรมรวมถึงปฏิมากรรมจะเน้นความยิ่งใหญ่และน่าเกรงขาม รูปทรงและลักษณะของ พระพุทธรูปจึงมีหน้าทรงเหลี่ยม ปากหนา คิ้วหนา เพื่อให้ดูน่าเกรงขาม และพระพุทธรูปส่วนใหญ่ในช่วงนี้พบเห็นในปางนาคปรก หรือ พระพุทธรูปทรงเครื่องเป็นส่วนใหญ่ เพื่อสะท้อนถึงภาพกษัตริย์ ผู้มีบุญญาธิการ และมีพญานาค ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความอัุดมสมบูรณ์ คอยปกป้องอาณาจักร และมักจะนำเอา เครื่องหอมปรุงพิเศษ น้ำนมอภิเษก ดอกไม้ตระกูลบัว กำยาน และตลับเครื่องหอม มาใช้เป็นเครื่องสักการะ พอเดินทางมาถึงอาณาจักรล้านนา (พุทธศตวรรษที่ 18-21) ลักษณะของพระพุทธรูปมีการเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งได้รับอัทธิพลจากศิลปะปาละ เน้นการถ่ายทอดพลังชีวิต (Prana) พระพุทธรูปจึงมีอกตึง อิ่มเอิบ เพื่อสะท้อนถึงลมหายใจที่เต็มปอด ร่างกายอุดมสมบูรณ์ เพื่อสะท้อนถึงความเจริญรุ่งเรืองของดินแดนล้านนา มีการนำใบตองและพืชพรรณท้องถิ่นมาประดิดประดอยเป็นรูปทรงกรวย (หมากเบ็ง) ซึ่งเป็นรากฐานของการทำพุ่มเครื่องบูชา ลงมาที่อาณาจักรสุโขทัย (พุทธศตวรรษที่ 19-20) สุโขทัยเองได้ยึกถือปฏิบัติอย่างนิกายเถรวาท ที่เน้นยึดถือพระไตรปิฎกเป็นสำคัญ ช่างสุโขทัยจึงไม่ได้ร้างพระพุทธรูปที่เหมือนมนุษย์จริง แต่ส้างขึ้นตามคำอะบายในคัมภีร์มหาปุริสลักษณะ 32 ประการ แล้วนำมาตีความในเชิงศิลปะ พระพักตร์มีลักษณะแปลกตา พระนาสิกงุ้มดั่งปากเหยี่ยว คิ้วโก่งดังคันศร เพื่อสร้างรูปเคารพที่อยู่เหนือมนุษย์ทั่วไป (Transcendence) พระเกตุมาลามีลักษณะเป็นเปลงเพลิง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของปัญญาคุณ ที่เผาผลาญอวิชชา ตามอิทธิพลจากลังกา พระพุทธรูปที่มีชื่อเสียงในยุคสมัยนี้คือปางลีลา เป็นพระพุทธรูปที่สเด็จลงมาจาก สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ให้ความรู้สึกไร้น้ำหนัก ราวกับลอยอยู๋เหนือโลกมนุษย์ มีจุดเริ่มต้นของงานประดิดประดอยขั้นสูง การพับกลีบดอกบัว การร้อยพวงมาลัยใบไม้และดอกไม้สด การจัดพานพุ่มดอกไม้สด เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ส่วนในสมัยอยุธยา (พุทธศตวรรษที่ 20-23) กษัตริย์ดำรงค์บานะเป็น พระมหาจักรพรรดิราช ซึ่งในคัมภีร์มหาชมพูบดีสูตร
พระพุทธเจ้าทรงเนรมิตรพระองค์เป็น พระมหาจักรพรรดิ เพื่อกำราบท้าวชมพูบดีกษัตริย์ผู้หลงในอำนาจ อยุธยาจึงใช้เรื่องราวนี้ในการสร้างพระพุทธรูป เพื่อหลอมรวมพระพุทธศาสนากับสถาบันกษัตริย์ เพื่อแสดงสถานะแห่งกษัตริย์ว่า เป็นผู้ปกครองทั้งทางโลกและทางธรรม ในขณะเดียวกันเครื่องสักการะถูกยกระดับเป็น "ของสูงชั้นกษัตริย์" เปลี่ยนจากของสดชั่วคราวมาเป็นของมีค่าถาวร (ทองคำ/เงิน/กระเบื้องเบญจรงค์) เพื่อสะท้อนความเป็นพระมหาจักรพรรดิราช เมื่อเดินทางมาถึงยุคสมัยปัจุบัน หรือรัตนโกสินทร์ (พุทธศตวรรษที่ 24) ในช่วงแรกเป็นยุคฟื้นฟูบ้านเมือง พระพุทธรูปจะมีลักษณะพระพักตร์เรียบนิ่ง เพื่อสื่อถึงความนิ่งสงบ ดิบซึ่งกิเลส เมื่อมาถึงในรัชกาลที่ 4 ทรงตั้ง ธรรมยุตินิกาย พระพุทธรูปถูฏปรับให้ เหมือนมนุษย์จริง นำเอาเกตุมาลาเปลวเพลิงออก เหลือแค่เกตุมาลาเรียบๆ สลักจีวรให้ย่นพริ้วเหมือนผ้าจริง เครื่องสักการะเริ่มรับอิทธิพลตะวันตก เริ่มใช้ แจกันแก้วทรงสูง, ชุดเครื่องตั้งทองเหลือง (ชุดธูปเทียนพานพุ่มทองเหลือง), และการจัดดอกไม้สดแบบใส่แจกันตามแบบยุโรป จะเห็นว่าในแต่ละช่วงยุคสมัย งานพุทธศิลป์และเครื่องถวามการสักการะถูกตีความออกไปแตกต่างกัน จากการตีความของช่าง อิทธิพลที่ได้รับ ไปจนถึงความเชื่อและวิสัยทัศน์ของกษัตริย์ ส่งผลให้พระพุทธรูปมีการวิวัฒน์และมีความสวยงามที่แตกต่างกันออกไป สะท้อนให้เห็นปรัชญาในแต่ละยุคสมัย

THE DECONSTRUCTED DEVOTION
จะเห็นว่าพระพุทธรูปและเครื่องสักการะไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในสมัยพุทธการ แต่ถูกสร้างขึ้นหลังจากพระพุทธองค์เสด็จดับขันธปริณิพานไปแล้ว ซึ่งมีลักษณะที่แตกต่างและขึ้นอยู๋กับการตีความของคนในแต่ละยุคสมัย ประวิติศาสตรได้พิสูจน์แล้วว่า ‘สุทรียภาพแห่งศรัทธา’ไม่เคยหยยุดนิ่งอยู่กับที่ หากเราชำแหละประวัติศาสตร์พุทธศิลป์ ตั้งแต่เส้นผมลอนคลื่นแบบกรีกของคันธาระ หน้าทรงเหลี่ยมของขอม ความพริ่วไหวเหนือธรรมชาติของสุโขทัย มาจนถึงสัจนิยมในรัชกาลที่ 4 เราจะพบความจริงในข้อหนึ่งว่า พระพุทธรูปในแต่ละยุค คือผลงานการดีไซน์ที่สะท้อนวิสัยทัศน์และปรัชญาของคนนยุคนั้นเสมอ ในบริบทของโลกปัจุบัน ที่สถาปัตยกรรม ศิลปะ ถูกขับเคลื่อนอยู่ตลอดเวลา วิธีคิดและการตีความก็ย่อมแตกต่างกันออกไป การสร้างงานพุทธศิลป์ จึงถูกตีความออกมาในรูปแบบที่ต่างกัน ตามความคิดและจินตนาการ ของศิลปิน เพื่อยึดโยงความเชื่อออกมาเป็นพระพุทธรูป ซึ่งไม่เพียงแต่องค์พระเองเครื่องสักการะ ก็ถูกตีความใหม่เช่นเดียวกัน เราปฏิเสธไม่ได้ว่า สุนทรียภาพในยุคปัจจุบัน ถูกตีความออกไปหลายรุปแบบ การตั้งคำถามกับสิ่งสักดิสิทธ์และรูปเคารพรวมถึงเครื่องสักการะจึงไม่ใช่การ ลบหลู่ หรือความไม่ศรัทธา แต่เป็นการนำ อามิสบูชา ดั้งเดิม มาถอดรหัส ตีความใหม่ ซึ่งความศรัทธาที่แท้จริงคคือการที่เราสามารถเปิดรับให้สิ่งที่เราเคารพบูชา เข้ามาเป้นส่วนหนึ่งในพื้นที่ชีวิตจริงได้อย่างร่วมสมัย และสะท้อนตัวตนของผู้ศรัทธาออกมาในรูปแบบใหม่

โดย Project THE ANATOMY OF OFFERINGS เราจะนำผู้คนเดินทางผ่านกาลเวลา สัมผัสและตั้งคำถามความศรัทธา ผ่านเครื่องสักการะที่รังสรรค์โดย คุณจูน ปุณยนุช อั้งประเสริฐ Founder & Creative Director ที่จะพาเราเข้าไปสู่การตีความดอกไม้และเครื่องสักการะไปกับงานพุทธศิลป์ในแบบฉบับของ KARAVA
"มนุษย์เรามักสับสนระหว่าง 'รูปแบบภายนอก' กับ 'แก่นแท้ภายใน' เรายึดติดกับสิ่งที่เห็น
จนลืมไปว่า ความเคารพที่แท้จริง ไม่เคยถูกจำกัดด้วยกาลเวลา"
